วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อาการปวดหัว

อาการปวดหัวนั้น ไม่จำเป็นที่คุณต้องพึ่งยาเสมอไป ลองมาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติดูก่อนดีไหมค่ะ

1. บำบัดด้วยน้ำวางถุงน้ำแข็งบนหน้าผาก หรือจะใช้ผ้าเย็น ๆ โพกศีรษะก็ได้ค่ะทำไปพร้อมกับการแช่เท้าในน้ำอุ่น ค่อย ๆเพิ่มความร้อนของน้ำขึ้น ใช้เวลา 15-20 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลงค่ะ
2. งดอาหารอาหารแสลงบางชนิด เช่น เนื้อรมควัน ชอคโกแล็ค ผงชูรส ไส้กรอก เบคอน และ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มักเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้
3. ใช้วิตามินการขาดวิตามิน B- COMPLEX อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ลองมองหาอาหารที่มี วิตามินบีมาก ๆ เช่น ผักโขม กะหล่ำปลีข้าวซ้อมมือ และอาหารธัญพืชต่าง ๆ
4. ขิงมีงานวิจัยพบว่า ขิงมีคุณสมบัติในการแก้ไมเกรน หากมีอาการปวดหัวในช่วงบ่าย ๆ ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว ถ้าไม่สะดวกจะต้มเอง ขืงผงบรรจุซอง ก็สะดวกดีค่ะ
5. น้ำมันหอมน้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดความกระวนกระวายใจได้ ลองนำมานวดบริเวณขมับ ไรผม และต้นคอ จะช่วยผ่อนคลายได้
6. นวดการนวดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ หาใครสักคนมาคอยนวดที่ต้นคอและช่วงไหล่หรือจะนวดเองก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ
7. ไปเดินเล่นสักห้านาทีการเดินเล่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินส์ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขนานเอก
8. ดนตรีบำบัดถ้าคุณปวดหัวจากความเครียด ในทางการแพทย์ค้นพบว่า ดนตรีช่วยบำบัด อาการได้ โดยเฉพาะดนตรีทีมีท่วงทำนองเรียบง่ายฟังสบาย ๆ อาจมีสรรพเสียง ของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้องเกลียวคลื่น เสียงนก หรือลมฝน จะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบนิ่งขึ้นช่วยลดความตึงเครียดได้
เป็นวิธีแก้อาการปวดหัว แบบธรรมชาตกันจริงๆ ใครชอบแบบไหนก็ลองทำดูนะคะ รับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ก็ถึงเวลาที่คุณควรไปพบแพทย์แล้วล่ะค่ะ

ที่มา http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=870

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ที่มาของสีประจำวันเกิด

ส่วนใหญ่คนไทยมีความเชื่อเรื่องสีประจำวันเกิดว่าเป็นสีมงคล วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีความรู้เรื่องนี้มาฝากกัน... คนไทยส่วนมากเชื่อว่าสีประจำวันเกิดเป็นสีมงคลประจำตัว และมักจะใช้เสื้อผ้าและเครื่องใช้ตามสีประจำวันเกิด ความเชื่อเช่นนี้ได้รับอิทธิพลจากอินเดียเพราะชาวอินเดียเชื่อว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างเทพเจ้าประจำวันขึ้นมา และสีประจำวันนั้นมาจากสีกายของเทพเจ้า ซึ่งมีที่มาดังต่อไปนี้
พระอาทิตย์มีกายสีแดง เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้ราชสีห์ ๖ ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีแดง ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระจันทร์มีกายสีเหลือง เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้นางฟ้า ๑๕ นาง กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีเหลือง ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระอังคารมีกายสีชมพู เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้กระบือ ๘ ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีชมพู ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระพุธมีกายสีเขียว เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้ช้าง ๑๗ ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีเขียว ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระพฤหัสบดีมีกายสีแสด เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้พระฤๅษี ๑๙ ตน กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีแสด ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระศุกร์มีกายสีน้ำเงิน เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้โค ๒๑ ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีน้ำเงิน ประพรมด้วยน้ำอมฤต
พระเสาร์มีกายสีดำ เกิดจากพระอิศวรร่ายพระเวทให้เสือ ๑๐ ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีดำ ประพรมด้วยน้ำอมฤต
ตอนนี้ก็คงจะทราบกันแล้วว่า สีประจำวันเกิดตัวเองมีที่มาอย่างไร

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/30524

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรควุ้นลูกตาเสื่อม

เมื่อเร็วๆ นี้ มีอี-เมลลูกโซ่แจ้งเตือนบรรดาผู้ที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ระบุว่า ขณะนี้มีคนไทยป่วยเป็นโรควุ้นลูกตาเสื่อมถึง 14 ล้านคน และบอกว่า สาเหตุของโรคนี้เกิดจากการใช้สายตามากเกินไปจากการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งจากการก้มเงยมองจอและแป้นพิมพ์ การใช้เม้าส์เลื่อนบรรทัด การปรับแสงหน้าจอที่สว่างจ้าเกินไป ฯลฯ ซึ่งหากเป็นมากกว่านั้น อาจถึงขั้นประสาทตาฉีกขาดได้ สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างไรรศ.นพ.วิชัย ประสาทฤทธา หัวหน้าหน่วยจอประสาทตา ภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงโรควุ้นลูกตาเสื่อมว่า โรคนี้เกิดจากน้ำวุ้นตาบริเวณหลังเลนส์ตาเสื่อม ทำให้น้ำวุ้นตาไม่ใสเหมือนปกติ จนส่งผลให้เหมือนมีคราบดำๆ ลอยไปลอยมาที่ดวงตา แต่อาการดังกล่าว ไม่อันตรายจนถึงขั้นตาบอด แค่อาจทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือ โรคนี้หากเกิดอาการของจอประสาทตาเสื่อมร่วมด้วย ก็จำเป็นต้องรักษา เพราะอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้ รศ.นพ.วิชัยกล่าวอีกว่า โรควุ้นลูกตาเสื่อมเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สายตาจ้องมองคอมพิวเตอร์นานๆ แต่จะเกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามอายุ โดยพบมากในอายุ 40 ปีขึ้นไป รวมทั้งในผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นมากๆ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดตาขยายใหญ่ขึ้นจนก่อให้เกิดความเสื่อมนั่นเอง นอกจากนี้ ยังพบในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดโรคความเสื่อมที่ลูกตาได้

ที่มา http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1281427

ทำไม ? ต้องขอโทษ..และทำไม ? ต้องให้อภัย...

การให้อภัย..เป็นธรรมะขั้นสูง..เพราะเป็นการสละอารมณ์ คือ มะเร็งร้าย>>>...ออกจากจิตใจได้เป็นอย่างดี..>>>...ยิ่งให้อภัยมากเท่าไร..>>>...ใจของเราก็ยิ่งเบาสบายมากขึ้นเท่านั้น.คนที่ไม่เคยให้อภัยใครเลย..คือ..คนโง่ที่สุด..>>>...เพราะในใจของเขาสะสมแต่อารมณ์โกรธไว้ในจิตใจ..>>>...และอารมณ์โกรธนี้ก็จะเผาไหม้จิตใจของเขาเอง..เป็นบ่อเกิดแห่งโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา>>>...โรคมะเร็งร้ายทางอารมณ์>>>...โรคมะเร็งร้ายทางจิตใจ>>>...ที่ยากแก่การรักษาได้..นอกจากทำใจให้อภัยเท่านั้นจึงจะรักษาอารมณ์ร้าย ๆ นั้นได้..
การขอโทษก็เป็นธรรมะขั้นสูงอีกอย่าหนึ่งเช่นกัน..เพราะไม่มีใครที่จะไม่ยอมยกโทษให้กับผู้ที่ผิดแล้ว>>>...กล่าว "คำขอโทษ"..
คนที่ไม่เคยยอมให้อภัยใคร..>>>...ก็คือ..คนที่ไม่เคยขอโทษใคร..ถ้าเราไม่รู้จักขอโทษและไม่รู้จักที่จะให้อภัยใคร>>>....ในใจของเราก็จะสะสมหรือเต็มไปด้วยอารมณ์ร้ายต่าง ๆ>>>....โดยเฉพาะอารมณ์โกรธที่จะคอยเผาไหม้ลนจิตใจเรา..ถ้าเราไม่รู้จักขอโทษและไม่รู้จักที่จะให้อภัยใคร>>>....ในใจของเราก็จะสะสมหรือเต็มไปด้วยอารมณ์ร้ายต่าง ๆ>>>....โดยเฉพาะอารมณ์โกรธที่จะคอยเผาไหม้ลนจิตใจเรา..จงรู้จักขอโทษ และยอมให้อภัยเพราะยิ่งให้อภัยมากเท่าไร...ยิ่งเบาสบาย..>>>...ขอโทษ ...(สบายใจ)..>>>...ให้อภัย....(สบายจิต)...ทั้งขอโทษและให้อภัย..จะสบายทั้งกายและสบายทั้งจิต..
ที่มา http://planet.kapook.com/chaynoi3/blog/viewnew/104800

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Dos & Don’ts ปัญหาคอนแท็คเลนส์

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้คอนแท็คเลนส์อยู่เป็นประจำ และยังคงกังวลกับข่าวน้ำยาคอนแท็คเลนส์ที่ทำให้กระจกตาอักเสบเนื่องมาจากเชื้อรา
Fungul Keratitis เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ขอให้สบายใจได้แล้วครับ เพราะทางอย. (องค์การอาหารและยา) บ้านเรา

ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากการพิสูจน์ไปเรียบร้อยแล้วว่า อาการกระจกตาอักเสบดังกล่าวมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ และเพื่อความปลอดภัย ในระยะยาวของสุขภาพตาของคุณที่ใช้คอนแท็คเลนส์อยู่เป็นประจำ เราจึงนำข้อ ‘ควรทำ’ และ ข้อ ‘ไม่ควรทำ’ ง่ายๆ มาแนะนำให้คุณได้นำไปลองปฏิบัติกันดู
Dos
- ทำความสะอาดคอนแท็คเลนส์ในน้ำยาทำความสะอาดไม่กว่าน้อย 4 ชั่วโมงหรือ ตามระยะเวลาตามที่ฉลากกำหนด
- หลังจากทำความสะอาดเลนส์เรียบร้อยแล้ว ควรเก็บเลนส์ในภาชนะที่สะอาดอยู่เสมอ
- เปลี่ยนเลนส์ตามคำแนะนำหรือระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากคอนแท็คเลนส์มีอายุการใช้งานที่จำกัดแตกต่างกันไป
- หากคอนแท็คเลนส์ฉีกขาด จนทำให้ตาระคายเคือง บวม ตาแดง มองไม่ชัด หรือไวกว่าแสงเพิ่มขึ้น ควรรีบถอดออกทันที ก่อนพบและปรึกษาในจักษุแพทย์
- พกแว่นตาสำรองติดตัว ในกรณีที่คอนแท็คเลนส์ฉีกขาดหรือหล่นหาย

Don’ts
- สำหรับผู้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ไม่ควรซื้อคอนแท็คเลนส์ด้วยตัวเอง เนื่องจากอาจได้ชิ้นเลนส์ที่ไม่เหมาะกับขนาดของดวงตา ซึ่งปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการพบและปรึกษาจักษุแพทย์
- ไม่ใส่คอนแท็คเลนส์ขณะว่ายน้ำ

- ไม่ใส่คอนแท็คเลนส์ขณะที่คุณนอนหลับ
- ไม่ใช้คอนเเท็คเลนส์ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากเป็นเลนส์สัมผัส อาจทำให้มีการติดเชื้อเกิดขึ้นได้
- ไม่สัมผัสเลนส์ขณะมือสกปรก ทางที่ดีควรล้างมือให้สะอาดและรอให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์ทุกครั้ง

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ขอร้อง...อย่ามาโทษความรักทำให้คุณร้องไห้

เวลาที่ใครสักคนร่าเริงสดใสขึ้น ก็จะมีคนทักว่า "มีความรักเหรอ" เวลาที่ใครสักคนเศร้า ร้องไห้ คนเราก็จะทักว่า "อกหักเหรอ & ความรักจากไปเหรอ" จริงอยู่ที่คุณจะกล่าวว่า ความรักเป็นตัวการที่ทำให้คุณร่าเริงสดใสขึ้น แต่อย่าลืมนะว่า ความรักไม่ได้เดินเข้ามาหาคุณเอง มีใครสักคนหอบมันมาให้คุณ คนคนนั้น เป็นคนที่ทำให้คุณได้รู้จักความรัก และเป็นตัวการที่ทำให้คุณร่าเริง สดใสขึ้นต่างหาก แล้วถ้าวันหนึ่งคุณเศร้าร้องไห้ คุณก็ไม่ควรที่จะโทษความรัก คุณควรที่จะโทษคนที่พาความรักไปจากคุณมากกว่า ความรักมีแต่พาสิ่งที่สวยงามมาให้ คนทุกคนที่ได้พบและรู้จักมัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ขอร้องนะ อย่าโทษความรักกันอีกเลย

ปิดเทอม

ปิดเทอมเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆค่ะ
เพื่อนๆคิดเหมือนกันหรือป่าวค่ะ
อยากเปิดเทอมไวๆจัง คิดถึงเพื่อนๆ
งืม...แต่อีกไม่กี่วันเกรดก็จะออกแล้ว
กำลังเครียดอยู่เลย...เกรดไม่ดีแน่เลยเรา
เศร้าใจจัง.........